ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ต้องประสบกับภัยน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน อันเป็นผลจากสภาพอากาศแปรปรวนและปริมาณน้ำฝนสะสมสูง ทำให้ดินอุ้มน้ำจนเกิดการพังทลาย ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหาย 7 หลัง ถนนถูกตัดขาด ระบบไฟฟ้าและประปาหยุดชะงัก สะท้อนถึงความเปราะบางของชุมชนบนพื้นที่สูงที่แม้จะมีการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือร่วมกับชุมชนบ้านห้วยหินลาดในและบ้านผาเยือง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย จัดเวทีสาธารณะเพื่อศึกษาปัจจัยการถล่มของดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์บนที่สูง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยใช้กรณีศึกษาบ้านห้วยหินลาดใน ร่วมกับองค์กรและสถาบันวิชาการต่าง ๆ ได้แก่ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI)
ภายในงานมีการเปิดเผยข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยการถล่มของดิน โดยเฉพาะกรณีบ้านห้วยหินลาดใน ซึ่งเผชิญกับภัยพิบัติฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 นอกจากนี้ ยังมีการเดินสำรวจพื้นที่ดินถล่มในป่าอนุรักษ์ของชุมชนเพื่อประเมินสถานการณ์จริง
ผลวิจัยเผย ‘สัมปทานไม้-ภาวะโลกรวน’ ปัจจัยหลักดินถล่มบ้านห้วยหินลาดใน
ภายในงานมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “การศึกษาปัจจัยการถล่มของดินในป่าอนุรักษ์ของชุมชนบนพื้นที่สูง” มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนชุมชนเข้าร่วม ได้แก่ ชัยธวัช จอมติ ทีมวิจัยบ้านห้วยหินลาดใน, นิราพร จะพอ เยาวชนบ้านห้วยหินลาดใน, ดร.จตุพร เทียรมา จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ ผศ.ดร.ยิ่งลักษณ์ กาญจนฤกษ์ จากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยมี พชร คำชำนาญ จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือเป็นผู้ดำเนินรายการ
นิราพร จะพอ เล่าถึงเหตุการณ์ขณะเกิดภัยพิบัติว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องกว่าหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่ในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 01.00 น. ฝนจะตกหนักมาก เม็ดฝนมีขนาดใหญ่ผิดปกติ และในช่วงเช้าได้เกิดดินถล่ม ชาวบ้านได้ยินเสียงดังและรีบอพยพขึ้นไปยังถนนด้านบนของชุมชน เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จึงร่วมกันสำรวจความเสียหายของโรงเรียน ลำห้วย และพื้นที่โดยรอบ พร้อมทั้งจัดเวรยามเฝ้าระวัง เนื่องจากพื้นที่ของชุมชนอยู่ในเขตเสี่ยงดินถล่มสูง ต่อมา กระแสน้ำได้ไหลบ่าลงมาอย่างรุนแรง กวาดทุกสิ่งไปกับน้ำ
“ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเล่าว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลังดินถล่ม ฝนยังคงตกหนักต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน ชุมชนไม่สามารถใช้เส้นทางสัญจรได้เพราะดินโคลนถล่มหลายจุด จึงมีการตั้งกองอำนวยการที่ปากทางหมู่บ้าน โดยกลุ่มเยาวชนบ้านห้วยหินลาดใน บ้านผาเยือง มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือร่วมมือกันประสานงานและสื่อสารผ่านวิทยุเพื่อรายงานสถานการณ์และขอความช่วยเหลือ” นิราพรกล่าว
ชัยธวัช จอมติ ซึ่งอยู่ด้านนอกชุมชนขณะเกิดเหตุ ไม่สามารถกลับเข้าไปได้ จึงร่วมกับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ตั้งจุดประสานงานบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือ โดยได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากเครือข่ายภาคี พร้อมรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินความปลอดภัยของชาวบ้าน
“มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดจากภายนอกว่า ชุมชนอยู่ในพื้นที่ภูเขาหัวโล้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังใจของชาวบ้าน ทั้งที่ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เราต้องพิสูจน์ศักยภาพของเราในการรับมือกับภัยพิบัติ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถใช้ได้จริง” ชัยธวัชกล่าว
ดร.จตุพร เทียรมา ผู้ศึกษาเหตุการณ์ดินถล่มครั้งนี้ ระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญ่าและภาวะโลกรวนส่งผลให้ฝนตกหนักผิดปกติในเชียงราย โดยพายุที่ควรเคลื่อนผ่านกลับหยุดนิ่งในพื้นที่ ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติส่งผลให้ดินอุ้มน้ำจนถึงจุดวิกฤต
“เราถูกสอนมาว่า ป่าที่อุดมสมบูรณ์จะไม่เกิดดินถล่ม แต่การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าหากปริมาณน้ำฝนเกินขีดจำกัด ดินก็ไม่สามารถรองรับได้” จตุพรกล่าว
จากการสำรวจพบว่า ดินในพื้นที่ที่เกิดดินถล่มมีความลึก 1.03 เมตร ขณะที่พื้นที่ที่ไม่เกิดดินถล่มลึกเพียง 70 เซนติเมตร ความสามารถในการอุ้มน้ำแตกต่างกันถึง 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร นอกจากนี้ พบว่าโครงสร้างของป่าที่เกิดดินถล่มมีเรือนยอดไม้ระดับเดียวถึง 51% และส่วนใหญ่เป็นไม้ก่อที่ไม่มีรากแก้ว ขณะที่พื้นที่ที่ไม่มีดินถล่มมีต้นไม้หลากหลายชนิด และเรือนยอดหลายระดับ ทำให้ลดแรงปะทะของน้ำฝน
“พื้นที่ที่เกิดดินถล่มเคยเป็นเขตสัมปทานป่าในปี พ.ศ. 2532 ทำให้สภาพป่าถูกเปลี่ยนแปลง ต้นไม้ที่เกิดใหม่เป็นไม้ก่อเป็นหลัก ส่งผลให้ดินไม่สามารถยึดตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ” จตุพรกล่าว พร้อมสรุปว่าภาวะโลกรวนทำให้ฝนตกหนักผิดปกติและการสูญเสียความหลากหลายของพืชพรรณในป่ามีส่วนทำให้เกิดดินถล่ม
ยิ่งลักษณ์ กาญจนฤกษ์ จากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง กล่าวว่า การเป็นนักวิชาการไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกเรื่องทุกประเด็น แต่การเรียนรู้จากชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับงานวิชาการ ประเด็นเรื่องไร่หมุนเวียนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลในฐานะระบบเกษตรที่สะท้อนถึงความยั่งยืนในหลายประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดการทรัพยากรที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ รางวัลที่ได้รับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการทำไร่หมุนเวียนสามารถสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้
อย่างไรก็ตาม มีความเข้าใจผิดว่างานเกษตรทำให้เกิดการทำลายป่าและเป็นสาเหตุของดินถล่ม ซึ่งงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถชี้ให้เห็นปัจจัยที่แท้จริงของดินถล่มได้ ป่าไม้และดินมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ดังนั้น การศึกษาเรื่องดินถล่มไม่อาจพิจารณาเฉพาะดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ อุณหภูมิ น้ำ การเปลี่ยนแปลงของพืชพรรณ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชน
ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในมีการใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อบริหารจัดการชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าความยั่งยืนของชุมชนเกิดจากแนวคิดที่ว่า “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์รุนแรง ชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาต่อไปได้โดยใช้วิกฤตเป็นโอกาส นอกจากนี้ เครือข่ายพี่น้องปกาเกอะญอมีความแข็งแกร่งและสามารถนำองค์ความรู้ของตนไปเผยแพร่ให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้สามารถฟื้นฟูจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งกว่าเดิม นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในเป็นแบบอย่างของความยั่งยืน
ในช่วงบ่ายของกิจกรรม ได้มีการเดินเท้าจากชุมชนไปยังจุดที่เกิดดินถล่มในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของชุมชน โดยมีอาจารย์จตุพร เทียรมา เป็นผู้นำทางและให้ข้อมูลตลอดเส้นทาง ระยะทางจากชุมชนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างทางสามารถเห็นร่องรอยของความเสียหายได้อย่างชัดเจน อาทิ ลำห้วยที่มีดินสีแดงปนเปื้อน ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มขวางทาง และบางต้นที่ไถลลงไปถึงพื้นที่ชุมชน แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของดินถล่มและน้ำป่า
เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าธรรมชาติที่ชุมชนอนุรักษ์ไว้มาตั้งแต่เดิม ไม่มีการใช้ประโยชน์ในการเกษตรหรือการตั้งถิ่นฐาน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือหน้าดินที่พังทลายลงมาจากพื้นที่สูงและลาดชันเกือบ 90 องศา พร้อมกับซากต้นไม้ที่ถูกมวลดินและน้ำพัดพาลงมา จุดที่เกิดดินถล่มไม่ได้มีเพียงจุดเดียว แต่เกิดขึ้นในหลายจุด เมื่อฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำมหาศาลได้ชะล้างหน้าดินและต้นไม้ลงมา ทำให้ดินถล่มไหลพัดไปไกลเกือบ 4 กิโลเมตรจนถึงตัวชุมชน
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...